การจัดการความเสี่ยง

การจัดการความเสี่ยง

ปฏิบัติการแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมหาศาล ดังนั้นเราต้องมั่นใจว่าการไปเข้าร่วมของเราต้องได้ผล เราเข้าร่วมเพื่อหนุนเสริมปฏิบัติการ เราแต่ละคนทำสิ่งต่างๆ ได้อีกมาก และยุทธวิธีทั้งหลายย่อมเสี่ยงมากน้อยต่างกันไป เราจึงตระหนักและเต็มใจรับความเสี่ยงขณะเข้าร่วม

ตระหนักว่าความเต็มใจที่จะรับความเสี่ยงของเราเปลี่ยนไปตลอดช่วงปฏิบัติการ และพฤติกรรมของตำรวจจงใจทำให้เรากลัว ถ้าเรายอมให้ความกลัวชนะเราเท่ากับยอมให้ระบอบที่เราต่อสู้อยู่ชนะ ฮอปกิ้นส์เคยกล่าวไว้ในสารคดี This is What Democracy Looks Like (2000) ว่า “ความกลัวที่คุณกำลังรู้สึก ก็คือการได้ลิ้มรสเสรีภาพเป็นครั้งแรก”

แนวทางจัดการความเสี่ยง

ตรวจสอบดูว่าปฏิบัติการอาจถูกตรวจสอบหรือติดตามด้วยวิธีการใดบ้าง เช่น กล้องวงจรปิด การใช้โทรศัพท์ (ทั้งเบอร์ที่โทรและสิ่งที่พูด) สถานที่ที่ไปและคนที่พบเจอ ระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับสถานที่ประชุม สิ่งที่ทิ้งลงถังขยะและไฟล์ในคอมพิวเตอร์ สร้างรหัสขึ้นมาและเตรียมพยานสำหรับอ้างที่อยู่ไว้ในกรณีที่จำเป็น

ปฏิบัติการที่ต้องการความปลอดภัยระดับสูง อาจต้องใช้การสาบานว่าจะเก็บความลับ อย่าละเมิดข้อตกลงเกี่ยวกับความปลอดภัยเด็ดขาดไม่ว่าปฏิบัติการนั้นจะผ่านไปนานแค่ไหน

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนที่มาเข้าร่วมมีคนอื่นในกลุ่มรับประกันว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้ และเป็นคนที่เต็มใจให้การเท็จยิ่งกว่าจะส่งเพื่อนในกลุ่มเข้าคุก เราควรดำเนินการตามระดับความปลอดภัยสูงสุดที่ตกลงกันไว้แล้วค่อยลดระดับภายหลัง

ทุกคนที่เกี่ยวข้องในปฏิบัติการควรรับรู้และเตรียมตัวสำหรับความเสี่ยง รวมทั้งข้อหาอาญาที่อาจโดนถึงตัวด้วย สิ่งสำคัญคือรู้สึกพร้อมแค่ไหนก็ทำแค่นั้น อย่าทำเกินกว่านั้น เพราะถ้าเกิดบาดเจ็บหรือถูกจับหรือมีเรื่องเดือดร้อนอื่นๆ ในการร่วมปฏิบัติการในระดับความเสี่ยงที่ไม่ได้เตรียมใจไว้ ผลกระทบที่ตามมาอาจเลวร้ายมาก วิธีที่ดีกว่าคือเริ่มต้นทีละน้อย สะสมประสบการณ์การเข้าร่วมในปฏิบัติการ ทำกิจกรรมที่ต่อเนื่องไปได้ชั่วชีวิต ดีกว่ากระโจนเข้าไปทำกิจกรรมแบบบุ่มบ่าม เจอประสบการณ์แย่ๆ แล้วก็เลิกทำกิจกรรมไปเลย

ถ้าปฏิบัติการนั้นเสี่ยงถูกจับสูง เราควรเตรียมการสนับสนุนด้านกฎหมายไว้สำหรับผู้เข้าร่วม ดังนี้

  • หมายเลขโทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่าลืมว่าบ่อยครั้งที่เราไม่อาจใช้มือถือโทรออกมาจากคุก ถ้ากลัวจะลืมหมายเลขควรใช้ปากกาแบบลบออกไม่ได้เขียนหมายเลขไว้บนร่างกาย
  • ผู้สังเกตการณ์ด้านกฎหมาย ที่คอยตรวจสอบติดตามและบันทึกการทำงานของตำรวจ ผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายควรเปิดสายรับโทรศัพท์ตลอดเวลาที่มีปฏิบัติการ ควรรู้จักชื่อเต็มของผู้ร่วมกิจกรรมที่อาจถูกจับเพื่อจะได้ตรวจสอบสถานะของพวกเขาได้
  • เงินประกันตัว ควรเตรียมเงินประกันตัวไว้ล่วงหน้าจะช่วยประหยัดเวลาและพลังงานได้มากในยามฉุกเฉิน  เราอาจเปิดการแสดงเพื่อเรี่ยไรเงิน กันเงินกำไรจากร้านค้าของนักกิจกรรมเอาไว้ หรือเปิดรับบริจาคจากผู้ที่เห็นด้วยกับปฏิบัติการ ฯลฯ สิ่งสำคัญคือเงินทุนสำหรับประกันตัวนี้ต้องเก็บไว้กับคนที่รอบคอบ ไว้ใจได้และตามตัวได้ง่าย
  • ทนายความ ที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกจับกุมทันทีและว่าความให้ในศาล หาทนายที่เข้าใจและไว้ใจได้เอาไว้ เราอาจต้องติดต่อเตรียมไว้หลายคนสำหรับปฏิบัติการใหญ่ๆ ติดต่อไว้ล่วงหน้า ระบุวันเวลาที่อาจต้องขอความช่วยเหลือ แต่อย่าบอกรายละเอียดของปฏิบัติการให้ทนายความรับรู้ เพราะอาจทำให้ทนายความมีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิด เพื่อให้ทนายความทำงานได้ง่าย จงอย่าดึงทนายความเข้ามาพัวพันกับอะไรก็ตามที่ขัดต่อตัวบทกฎหมาย
  • กลุ่มคนที่พร้อมจะให้การสนับสนุน ด้านกำลังใจ การเงิน และการเดินทางระหว่างการดำเนินคดีในศาล
  • ควรศึกษากระบวนการและเอกสารที่ต้องใช้ในการประกันตัว จำนวนเงินที่ต้องใช้ ฯลฯ คนที่มีโรคประจำตัวและต้องกินยาเป็นประจำ ควรพกยาติดตัวไว้หรือเตรียมใบรับรองแพทย์ที่ระบุยาที่ต้องใช้ติดตัวไว้ด้วย
  • คิดไว้ล่วงหน้าว่าเราควรใช้สื่อมวลชนอย่างไร บางคดีเราควรเรียกร้องความสนใจจากสื่อมากๆ ส่วนในบางคดีเราควรดำเนินการเงียบๆ คิดดีๆ ว่าแต่ละกรณีวิธีไหนจึงจะให้ประโยชน์สูงสุด

ศัพท์เกี่ยวกับความเสี่ยง


เขียว

กิจกรรมที่ “ปลอดภัย” ที่คาดว่าไม่เสี่ยงที่จะถูกตำรวจจับกุม เพราะว่ามันถูกกฎหมายหรือได้รับอนุญาตจากรัฐ

เหลือง

การดื้อแพ่งและปฏิบัติการทางตรง ซึ่งอาจนำไปสู่การจับกุมหรือโจมตี แต่ก็จะจบลงด้วยความปลอดภัย

แดง

ยุทธวิธีที่คาดว่าจะทำให้ตำรวจก้าวร้าว อาจรวมถึงอาชญากรรมต่อทรัพย์สิน การพยายามฝ่าแนวตำรวจ หรือปฏิบัติการทางตรง เช่นการปิดล้อมพื้นที่ที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากปฏิบัติการ “แดง” ที่วางแผนไว้ล่วงหน้ามักจะเป็นความลับ และจัดโดยกลุ่มเล็กๆ ซึ่งคนเข้าร่วมอื่นๆ ตกอยู่ในสภาพเสี่ยงได้เพราะมีคนอยู่ไม่กี่คนในปฏิบัติการนี้

  • ในการเตรียมตัวไปประท้วง นักกิจกรรมทุกคนควรจะคิดไว้ล่วงหน้า ว่าอะไรบ้างที่จำเป็นต้องมีและต้องนำไป ต้องรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้ที่ไหน และคิดวิธีการที่จะติดต่อกับเพื่อนให้ได้หากพลัดหลงกัน

  • รู้ว่าอาวุธหมายเลขหนึ่งที่ตำรวจใช้คือ “ความกลัว” ถ้าเราควบคุมความกลัวของเราได้ไม่ว่าจะสเปรย์พริกไทยหรือยุทธวิธีอื่นใดของตำรวจเราก็รับมือได้ไม่ยาก

  • ว่องไวถ้าเห็นสัญญาณอันตรายหรือมีการเตือน คอยสังเกตว่าร่างกายและจิตใจของคุณส่งสัญญาณว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ และทำให้คนที่กำลังตื่นกลัวสงบลงให้ได้

  • ระวังข่าวลือ ส่วนมากจะเป็นข่าวลวงที่สร้างความกลัว จงรับมือข่าวลือด้วยความจริงที่คุณรู้

  • จดบันทึกการกระทำ ความโหดเหี้ยมของตำรวจ อันตรายและความเสียหายที่ตำรวจกระทำ

  • ใช้ระบบบัดดี้และกลุ่มเครือสหาย

ระบบบัดดี้ และกลุ่มเครือสหาย

บัดดี้

คือกลุ่มคน 2 หรือ 3 คนที่เกาะกลุ่มและดูแลกันและกันตลอดช่วงปฏิบัติการ การเป็นบัดดี้หมายถึงเราจะไม่ทอดทิ้งคนในกลุ่มและสร้างหลักประกันว่าไม่มีใครถูกหลงลืม. 

บัดดี้ต้อง

  • รู้ว่าบัดดี้ของตนมีโรคประจำตัวอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
  • คอยตรวจสอบว่าบัดดี้ยังเกาะกลุ่มอยู่
  • คอยดูแลใส่ใจทั้งในเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า การรักษาพยาบาล
  • ออกจากที่ชุมนุมพร้อมบัดดี้หากเขาต้องการไป ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร
  • คอยสังเกตดูอารมณ์ของบัดดี้และพยายามปลอบให้เขาสงบลงเมื่อจำเป็น
  • บอกฝ่ายสนับสนุนทางกฎหมายหากบัดดี้ถูกจับ
  • เรียกหาผู้สังเกตการณ์และแพทย์พยาบาลเมื่อบัดดี้ถูกทำร้ายบาดเจ็บ

กลุ่มเครือสหาย (Affinity Group)

คือกลุ่มเล็กๆ ที่เตรียมตัวและออกปฏิบัติการร่วมกัน กลุ่มเครือสหายมีการนำของตัวเอง สามารถปฏิบัติการเองหรือเป็นกลุ่มอิสระภายในกลุ่มประท้วงใหญ่ การทำงานเป็นกลุ่มเครือสหายจะช่วยให้เราปกป้องตัวเองได้ดีที่สุดในระหว่างปฏิบัติการ. บทบาทและหน้าที่อาจจัดแบ่งในระหว่างสมาชิก สมาชิกคอยช่วยเหลือกันและกันในด้านอารมณ์และในกรณีถูกจับหรือบาดเจ็บ. ขนาดกำลังดีของกลุ่มคือ 6-12 คน ภายในกลุ่มควรแบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มละ 3-4 คนที่เกาะกลุ่มกันในระบบบัดดี้ กลุ่มเครือสหายต้องเกาะเกี่ยวกัน ทำงานกันเป็นทีม อาจตั้งชื่อกลุ่มสั้นๆ เรียกง่ายๆ ไว้ตะโกนหากันตอนพลัดหลงกันในที่ชุมนุม

Act Lab | Activist Laboratory Thailand
ห้องทดลองนักกิจกรรม | พื้นที่ทดลองไอเดียใหม่ๆ ในการเคลื่อนไหวทางสังคม